Welcome to Suprawatinterlaws, Honour, Reliability & Experiences
Mon-Fri: 8.30-17.30
Saturday, Sunday CLOSED
Sapansung Bangkok
Thailand
+662 3721617-8
+662 7294023
suprawatinterlaws@gmail.com
News
   News    คดีประวัติศาสตร์ คลองด่าน การต่อสู้ของคนตรัง


คดีประวัติศาสตร์ “คลองด่าน” การต่อสู้ของคนตรัง



สุประวัติ ใจสมุทร



เฉลา ทิมทอง - เสื้อสีฟ้า

(ขอบคุณ ภาพจากอินเทอร์เน็ต)


คดีประวัติศาสตร์ “คลองด่าน” การต่อสู้ของคนตรัง
โดย อิฎฐา รามัญ

เมื่อเอ่ยชื่อ “เฉลา ทิมทอง” นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนผู้คนคงรู้จักกันดี ในฐานะแกนนำชาวบ้าน “คลองด่าน” ตำบลบางบ่อ อำเภอบางพลี สมุทรปราการ ผู้เข้าร่วมต่อต้านโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียอันฉาวโฉ่เมื่อหลายปีก่อน

แต่เมื่อเอ่ยชื่อ “สุประวัติ ใจสมุทร” ผู้เขียนมิกล้ายอมรับว่าจะมีใครๆ คิดถึงเขาอยู่บ้าง สำหรับ “มือใหม่หัดเขียน” หรือ “ผู้มาทีหลัง” อาจสำเหนียกผลงานรวมบทกวี “ภาพ” และหนังสือ “กฎหมายนอกตำรา” ที่เคยติดตลาดเมื่อช่วง 2–3 ปีก่อนของเขาผู้นี้ กับการยอมรับของคนตรัง

ผู้อาวุโสหลายกลุ่มที่รู้ว่า “สุประวัติ ใจสมุทร” เป็นนักเรียนคนเก่งของจังหวัดตรัง ที่ย่ำอยู่บนถนนเมืองตรังตั้งแต่ชั้นประถมต้นที่โรงเรียนบ้านหยงสตาร์ ประถมปลายที่มัธยมวัดควนวิเศษ มัธยมต้นที่วิเชียรมาตุ และจบมัธยมปลายที่แผนกศิลปะ สภาราชินี ด้วยผลงานการสอบติดบอร์ดประเทศไทยคนแรกของจังหวัดตรัง ข้อมูลหลังสุดคือเคยลงมาสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว.ในโอกาสแรกของประเทศไทย แต่ได้คะแนนไม่พอที่จะเป็น ส.ว. ข่าวคราวของเขาก็เงียบไป

แต่แล้วเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมา หลังจากประกาศคำตัดสินคดีฉ้อโกงคลองด่านที่กรมควบคุมมลพิษได้แต่งตั้งทนายความยื่นฟ้อง “วัฒนา อัศวเหม” กับกลุ่มนายทุนอีก 10 คน เกี่ยวโยงกับบริษัทใหญ่ของนักการเมืองระดับชาติ โดยทั้ง 11 คนถูกคำพิพากษาจำคุกคนละ 3 ปี สำหรับเจ้าพ่อปากน้ำจะต้องนับรวมกับ 10 ปี ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง
เป็น 13 ปี ซึ่งศาลแขวงดุสิตเจ้าของสำนวนคดีฉ้อโกงได้สั่งออกหมายจับต่อไปจนกว่าจะได้ตัวมาลงโทษตามกบิลเมือง เท่าที่ผู้เขียนได้รับรู้มา กรมควบคุมมลพิษตั้งทนายยื่นฟ้องคดีฉ้อโกงก่อนที่อัยการจะยื่นฟ้องวัฒนา ในคดีนักการเมืองนานโข แต่ศาลพิพากษาทีหลัง

“ผมชนะประกวดราคา และกรมควบคุมมลพิษแต่งตั้งให้ผมเข้าดำเนินคดีต่อจากทนายคนเดิม ภายหลังจากที่ศาลได้เลื่อนคดีมานับสิบครั้ง แต่เมื่อผมดำเนินคดีต่อก็ได้นำพยานเข้าสืบทุกวันพฤหัสบดีต่อเนื่องตลอดมา สืบพยานโจทก์รวม 38 ปาก และซักค้านพยานจำเลยอีก 24 ปาก จบคดีแล้วยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดี” สุประวัติกล่าวทางโทรศัพท์กับผู้เขียน
และเมื่อผู้เขียนสอบถามถึง “เฉลา ทิมทอง”

“ในส่วนของพยานบุคคล เรื่องความเป็นมาของที่ดิน ที่ตั้งโครงการ คือชาวบ้านคลองด่าน ถ้าผมไม่มีคุณเฉลาก็จะลำบากมาก เพราะคดีนี้เป็นคดีประวัติศาสตร์ ที่ส่วนราชการว่าจ้างทนายเอกชนเป็นคดีแรก ผมจำเป็นต้องเสาะหาพยานเอง ต่างจากอัยการที่จะมีพนักงานสอบสวนนำพยานที่สอบไปแล้วมาส่งตัวขึ้นศาล ดังนั้นในส่วนของชาวบ้าน คุณเฉลาก็เหมือนกันตำรวจที่คอยประสานงานให้ผม” สุประวัติกล่าวเพิ่มเติม
นับว่าเป็นความลงตัวของเส้นทางการต่อสู้เพื่อมวลชน ผู้เขียนคิด เพราะภาพบทกวีการต่อสู้ของสุประวัติ และหนังสือ “กฎหมายนอกตำรา” ที่มีแนวในการคัดค้านกระบวนการยุติธรรมขั้นต้นของประเทศไทย นับเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เกิดความสำเร็จ การนำพยาน 38 ปาก ขึ้นสู่ศาล ถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่ผู้อาวุโสสองคนคือสุประวัติและเฉลาได้จับมือร่วมกันจนสำเร็จ “พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาทั้ง 11 คน ได้ร่วมกันหลอกลวงโจทก์ในลักษณะที่เป็นบุคคลกลุ่มเดียวกันแล้วแบ่งงานกันทำ และเมื่อได้รับประโยชน์อันเป็นตัวเงินจากโจทก์ก็ได้นำไปแบ่งปันกัน” แสดงอยู่ในตัวว่าการนำสืบคดีนี้ ฝ่ายทนายโจทก์ได้ดำเนินการจนครบวงจรอย่างไร

จำเลยทั้ง 11 คน ไม่นับรวมตัวบริษัทอีก 7 บริษัท เป็นทีมเดียวกันเหมือนทีมฟุตบอลไม่มีผิด แบ่งงานกระจายกันทำจากเจ้าพ่อปากน้ำ ที่ทำหน้าที่ผู้จัดการทีม “พยานชาวบ้านบางคนชี้ว่า เขามาสองครั้ง ฉันก็ไม่ขาย เขาบอกว่าถ้ามาครั้งที่สามบาทเดียวก็ไม่จ่าย” สุประวัติ เล่าถึงความขมขื่นของพยานปากหนึ่ง
 
แล้ววันนี้ ผู้เขียนก็ได้มีโอกาสสนทนากับ “สุประวัติ ใจสมุทร” ในวัย 59 อีกครั้ง มีข้อสงสัยว่าเหตุไร “เขากับเฉลา” นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนคนนั้น ถึงได้ไปกันด้วยดี

“ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมคุณเฉลาที่คลองด่านหลายครั้ง คุณเฉลาเป็นเกษตรกรทำกิจการบ่อกุ้ง ใหญ่โตพอสมควร เราได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในชีวิตของกันและกัน และผมก็มาสะดุดตรงข้อมูลบางอย่างของคุณเฉลาที่เกี่ยวกับเมืองตรังโดยเฉพาะ

ผมเองเคยเป็นศิษย์วัดควนวิเศษ “ท่านมหาสำเริง ตุลยสุข” เคยเคี่ยวเข็ญวิชาเรียงความให้กับผมที่นั่น” สุประวัติกล่าวช้าๆ

“แล้วเกี่ยวอะไรกับคุณเฉลา ทิมทอง” ผู้เขียนเร่งเร้า เหมือนอยากจะรู้ “คุณเฉลาฯ เล่าให้ผมฟังว่า สมัยหนุ่มๆ ได้บวชเป็นพระและมาจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง จนกระทั่งเจ้าคณะจังหวัดได้ให้ทำหน้าที่รักษาการเจ้าอาวาสของวัดแห่งนี้ ผมจึงสะดุดใจที่ว่าเป็นปีเดียวกันกับปีที่ผมสำเร็จการศึกษาจากจุฬาฯ” สุประวัติกล่าวขึ้นเนิบนาบอีกครั้งแบบไม่อยากจะพูดต่อ แต่ผู้เขียนเร่งให้สรุปเสียที่ว่า วัด...?

“ปี 2516 คุณเฉลา รักษาการณ์เจ้าอาวาส ‘วัดคลองลุ’ ที่ท่าส้มครับ”



โดย วานิชสุนทรนนท์
oknation.nationtv.tv/blog