Welcome to Suprawatinterlaws, Honour, Reliability & Experiences
Mon-Fri: 8.30-17.30
Saturday, Sunday CLOSED
Sapansung Bangkok
Thailand
+662 3721617-8
+662 7294023
suprawatinterlaws@gmail.com
Highlighted Cases
   Highlighted Cases    คดีกิจการรับเหมาก่อสร้าง 2 โครงการ

 

ในช่วง 2 ปีเศษที่ผ่านมา สำนักงานได้ทำคดีก่อสร้างหลายเรื่อง แต่ที่น่าสนใจคือ คดีที่สำนักงานเป็นทนายความให้กับ  บริษัทศรีวิชัย คอนสตรัคชั่น จำกัด (“โจทก์”) ผู้ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้างใน 2 โครงการ โครงการแรก คือ อาคารโรงเก็บสินค้า ที่จังหวัดสมุทรสาคร และโครงการที่สอง อาคารมายองเนส และ Boiler ที่จังหวัดสมุทรสงคราม ของบริษัท เจ.ดี.ฟู้ดโปรดักท์ส จำกัด (“จำเลย”)   ผู้ว่าจ้างทั้งสองโครงการ ผลคดีมีข้อน่าติดตามหลายประการ

เรื่องย่อ

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2559 จำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ทำการก่อสร้างอาคารเก็บสินค้า ค.ส.ล. 1 ชั้น ตั้งอยู่เลขที่ 48/227 หมู่ที่ 1 ถนนเอกชัย ตำบลคอกกระบือ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร อันเป็นโครงการที่ผู้รับจ้างเดิมเพียงแต่เริ่มก่อสร้างงานฐานรากบางส่วนแล้วละทิ้งงานไป และเป็นโครงการเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจในกิจการปกติตามวัตถุประสงค์ของจำเลย ภายหลังจากการตรวจสอบสภาพและเจรจาต่อรองแล้วโจทก์และจำเลยได้ตกลงจ้างโจทก์เป็นเงิน10,000,000 บาท (สิบล้านบาทถ้วน) ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยงานตามสัญญา เป็นการจัดจ้างงานตามปริมาณที่เกิดขึ้นจริงในโครงการ โดยโจทก์มีหน้าที่ต้องจัดหาวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้าง จัดหาเครื่องมือและช่างฝีมือดีเพื่อนำมาปฏิบัติงานให้เป็นไปตามรูปแบบและรายละเอียดตามสารบัญชีแสดงรายละเอียดราคางาน (Bill of Quantity หรือ B.O.Q) แนบท้ายสัญญาเท่านั้น ภายหลังทำสัญญาโจทก์และจำเลยตกลงเพิ่มเติมให้จำเลยมีสิทธิ์หักเงินประกันผลงานจากโจทก์ในอัตราร้อยละ 5 ของยอดเงินค่าว่าจ้างที่โจทก์เบิกในแต่ละงวด เพื่อเป็นประกันกรณีที่งานมีความชำรุดบกพร่อง และจำเลยตกลงจะคืนเงินที่หักไว้ดังกล่าวแก่โจทก์ทันทีเมื่อครบกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ส่งมอบงานตามสัญญางวดสุดท้าย

โจทก์ได้เข้าทำงานก่อสร้างอาคารเก็บสินค้าให้จำเลยและส่งมอบงานตามสัญญาพร้อมทั้งเบิกเงินหลายครั้งกล่าวคืองวดที่ 1 -4

ต่อมา โจทก์จึงส่งใบแจ้งหนี้เพื่อเรียกเก็บเงินค่าว่าจ้างงวดงานที่ 5 อันเป็นงวดสุดท้าย รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นเงิน 390,658.68 บาท จำเลยได้รับเรียบร้อยแล้ว และมีหน้าที่ต้องชำระเงินแก่โจทก์ภายใน 15 วัน ตามสัญญานับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2559 แต่จำเลยยังมิได้ชำระให้แก่โจทก์แต่อย่างใด

ภายหลังจากที่โจทก์ส่งมอบงานตามสัญญางวดสุดท้าย (งวดที่ 5) แก่จำเลยแล้ว จำเลยได้ตกลงให้โจทก์ทำงานก่อสร้างเพิ่มเติมในโครงการอีก 2 งาน

งานที่ 1 ให้ยึดถือตาม B.O.Q ท้ายสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง เนื่องจากเป็นงานอันเกี่ยวกับ ถนน งานตกแต่ง ติดตั้ง งานรั้ว งานประตูทางเข้า เป็นต้น ในส่วนนี้โจทก์ได้จัดทำรายการงานที่ลดลงพร้อมกันด้วย ต่อมา โจทก์จึงได้ทำรายงานความคืบหน้าโครงการส่วนงานเพิ่มเติมเพื่อให้จำเลยพิจารณาตรวจรับ ซึ่งจำเลยได้ตรวจและรับมอบงานดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ต่อมา โจทก์จึงได้นำส่งใบแจ้งหนี้เพื่อเรียกเก็บเงินค่าว่าจ้างงวดงานเพิ่มเติมดังกล่าวรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงินจำนวน 1,071,592.12 บาทจำเลยได้รับเรียบร้อยแล้ว และมีหน้าที่ต้องชำระเงินแก่โจทก์ภายใน 15 วัน ตามสัญญานับแต่วันที่ 30 มกราคม 2560

งานที่ 2 จำเลยได้จ้างเหมาโจทก์ให้ทำงานเพิ่มเติม นอกเหนือจาก B.O.Q ได้แก่งานคลุมหลังคาโดยรอบ โจทก์ได้ทำงานจนแล้วเสร็จ โจทก์จึงนำส่งใบแจ้งหนี้เพื่อเรียกเก็บเงินค่าว่าจ้างงวดงานเพิ่มเติมดังกล่าวรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นเงินจำนวน 559,485.74 บาทจำเลยได้รับเรียบร้อยแล้ว และมีหน้าที่ต้องชำระเงินแก่โจทก์ภายใน 15 วัน ตามสัญญานับแต่วันที่ 14 มีนาคม 2560

โจทก์ได้ติดตามทวงถามจำเลยเรื่อยมา แต่จำเลยบ่ายเบี่ยงและบิดพลิ้วโดยตลอด การกระทำของจำเลยเป็นการผิดนัด ผิดสัญญา และเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินค่าจ้าง คืนเงินค่าประกันผลงาน ตลอดจนค่าเสียหายแก่โจทก์

ยอดหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งหมดเป็นเงิน 2,841,091.12 บาท (สองล้านแปดแสนสี่หมื่นหนึ่งพันเก้าสิบเอ็ดบาทสิบสองสตางค์) นอกจากนี้ จำเลยยังต้องชำระดอกเบี้ยผิดนัดแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,503,481.47 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องคือวันที่ 10 มกราคม 2561 จำเลยยื่นคำให้การปฏิเสธและฟ้องแย้งให้โจทก์คืนเงินที่รับเกินไปจำนวน 748,235.50 บาท แก่จำเลย

ในวันนัดสืบพยานโจทก์กรรมการฝ่ายจำเลยมาศาลและขอเปิดเจรจาต่อรองกับกรรมการฝ่ายโจทก์เป็นปัญหาเชิงพาณิชย์ ท้ายสุดตกลงกันได้โดยโจทก์ยอมลดค่าจ้างลงมากพอควร จึงทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงว่า จำเลยชำระเงินให้กับโจทก์เพียงจำนวน 1,500,000 บาท คดีเป็นอันจบลง

ที่ยกขึ้นมา เพราะคดีในโครงการ 2 ยังอยู่ในศาลอีกศาลหนึ่งและมียอดเงินตามคำฟ้อง-ฟ้องแย้งสูงกว่า เกิดขึ้นได้อย่างไร


โครงการที่ 2



เรื่องย่อ

เมื่อประมาณกลางปี 2559 ในระหว่างที่โจทก์ก่อสร้างอาคารในโครงการที่ 1 ตัวแทนของจำเลยได้ขอให้โจทก์เข้าไปสำรวจพื้นที่และเสนอราคาเพื่อก่อสร้างอาคาร “มายองเนส และ Boiler” โจทก์เสนอราคา 30,592,535.20 บาท ไม่รวม VAT ระหว่างนั้น โจทก์ได้เข้าไปเริ่มก่อสร้างตาม Conceptual Design ที่จำเลยขอให้จัดทำขึ้น และเร่งให้โจทก์ก่อสร้างงานฐานราก เสาเข็ม รวม 3 อาคาร แต่เมื่อโจทก์เสนอร่างสัญญาเพื่อลงนาม จำเลยก็บ่ายเบี่ยง ท้ายสุด จำเลยออกเอกสารตกลงว่าจ้าง ในราคา 30 ล้านบาท โจทก์จึงขอเบิกเงินค่าจ้างล่วงหน้า จำเลยยอมจ่ายมา 2 ล้านบาท โจทก์ดำเนินงานต่อไป แต่จำเลยกลับใช้สิทธิไม่สุจริตสั่งให้โจทก์หยุดงาน ไม่ชำระหนี้โครงการ 1 โจทก์หยุดงานและออกใบแจ้งหนี้โครงการ 2

ต่อมา เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2560จำเลยได้เป็นโจทก์ยื่นคำฟ้องคดีผู้บริโภค ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ฐานผิดสัญญา, เรียกค่าเสียหาย จำนวนทุนทรัพย์ 4,000,000 บาท (สี่ล้านบาทถ้วน)ในคดีหมายเลขดำที่ ผบ.3626/2560 โดยอ้างว่าโจทก์ได้ดำเนินการตอกเสาเข็มอาคารมายองเนสและบอยเลอร์ และเสาเข็มรั้ว และกำแพงกั้นดินด้านริมตลิ่ง เสาเข็มบางส่วนแตกหักเสียหาย บางส่วนมีการตอกไม่สอดคล้องกับรายงานสำรวจความลึกของชั้นดิน และโจทก์ได้ละทิ้งงานก่อสร้าง ปล่อยให้บริเวณก่อสร้างรกร้าง

สำนักงานในฐานะทนายความของโจทก์ได้ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งในคดีดังกล่าว ว่าคำฟ้องของจำเลย นั้นเป็นความเท็จ เกี่ยวกับเรื่องการตอกเสาเข็มผนังกั้นดินทรุดนั้น โจทก์ได้ทำการแก้ไขให้เรียบร้อยแล้วและไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และได้ส่งมอบงานดังกล่าวให้กับจำเลยและโจทก์เองก็มิได้โต้แย้งการแก้ไขงานตอกเสาเข็มแต่อย่างใด โจทก์มิได้ละทิ้งงานก่อสร้าง แต่โจทก์ขนย้ายอุปกรณ์และคนงานออกมาจากพื้นที่ก่อสร้างเนื่องจากจำเลยได้มีหนังสือแจ้งโจทก์ให้ขนย้ายอุปกรณ์และคนงานออกมา และทางสำนักงานในฐานะทนายความของโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำฟ้องดังกล่าวมิใช่คดีผู้บริโภค เนื่องจากจำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างอาคารมายองเนสและบอยเลอร์อันมีมูลค่าเกินกว่า 30 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในกิจการค้าขาย และแสวงหากำไรในการค้าขายของจำเลย อันเป็นไปตามวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของจำเลย จึงไม่ถือว่าโจทก์เป็นผู้บริโภคตาม พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคแต่อย่างใด

ต่อมา ประธานศาลอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยว่าคดีดังกล่าวไม่ใช่คดีผู้บริโภค ต่อมาในวันพิจารณาคดี โจทก์และจำเลยตกลงถอนฟ้องและฟ้องแย้ง และนัดวันเจรจาเพื่อตรวจสอบมูลค่างานและเจรจาชำระค่างาน แต่ปรากฏว่าในวันนัดดังกล่าวทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้

ต่อมา เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2561 โจทก์ได้ยื่นฟ้องเรียกค่าจ้างก่อสร้างจากจำเลย จำนวนทุนทรัพย์ 4,452959.64 บาท ตามคดีหมายเลขดำที่ พ.268/2561 ของศาลจังหวัดสมุทรสงคราม

โจทก์ได้ให้วิศวกรพร้อมคนงานเข้าไปในพื้นที่ที่รับจ้างตามที่ตกลงกับจำเลยพร้อมเครื่องจักร อุปกรณ์ รวมทั้งวัสดุในการก่อสร้าง และได้ดำเนินการก่อสร้างฐานรากโดยโจทก์ได้ดำเนินการตามมาตรฐานวิชาชีพและตามแบบซึ่งมีวิศวกรควบคุมงาน แต่ในขณะนั้นจำเลยไม่ได้ทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรโจทก์ได้ทวงถามหลายครั้ง แต่จำเลยก็เพิกเฉย

ต่อมาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 จำเลยได้ส่งหนังสือตกลงจ้างเหมาก่อสร้างอาคารมายองเนสและบอยเลอร์มาให้โจทก์ในราคาจ้างเหมาเป็นจำนวนเงิน 30 ล้านบาท ก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงแจ้งจำเลยขอเบิกเงินล่วงหน้าจำนวน 2,000,000 บาท (สองล้านบาทถ้วน) จำเลยได้ชำระให้แก่โจทก์เนื่องจากรู้อยู่ว่าโจทก์ได้ดำเนินการก่อสร้างล่วงหน้า และมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากตั้งแต่ขั้นตอนการขนย้ายเครื่องจักร อุปกรณ์ วัสดุก่อสร้างเข้าไปในพื้นที่

ในการนี้โจทก์ได้ทำงานคืบหน้าไปส่วนหนึ่งตามที่จำเลยได้มอบหมายว่าจ้างโจทก์ และโจทก์ได้ออกค่าใช้จ่ายอันประกอบด้วยค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าจ้าง ค่าแรงงานและค่าใช้จ่ายอื่นๆ โจทก์จึงได้ดำเนินการวางบิลหรือใบแจ้งหนี้รายการงานที่โจทก์ได้ดำเนินการไปแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 5,866,327.64 บาท

ภายหลังจากที่จำเลยได้รับใบแจ้งหนี้ดังกล่าว จำเลยก็มิได้โต้แย้งคัดค้านว่างานส่วนใดบกพร่องหรือไม่มีมาตรฐานทางวิศวกรรมใดๆจึงถือว่าจำเลยได้รับมอบงานที่โจทก์ได้ทำขึ้น แต่จำเลยบิดพลิ้วไม่ชำระหนี้ และจำเลยยังได้ทำหนังสือแจ้งมายังโจทก์ให้ยุติการก่อสร้าง และขนย้ายวัสดุออกจากพื้นที่ โจทก์จึงถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด ผิดสัญญา

โจทก์จึงฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ค่าจ้างและดอกเบี้ยของเงินจำนวนดังกล่าวนับจากวันที่ผิดสัญญารวมระยะเวลา 16 เดือนเศษแต่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยเพียง 16 เดือนรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,452,959.64 บาท ในส่วนที่โจทก์ได้เบิกเงินล่วงหน้าจำนวน 2,000,000 บาท โจทก์จึงขอหักกลบลบหนี้เงินจำนวนดังกล่าว จึงเหลือเงินที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์ เป็นเงิน 4,452,959.64 บาท จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจำนวน 4,000,000 บาทจากโจทก์

ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2562 ศาลจังหวัดสมุทรสงครามได้พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เป็นเงิน 4,452,959.64 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,866,327.64 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย และในวันดังกล่าวทางทนายความโจทก์จึงยื่นคำแถลงขอให้ศาลออกคำบังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาเนื่องจากไม่มีตัวแทนของฝ่ายจำเลยมาฟังคำพิพากษา

 

ข้อควรพิจารณา : จำเลยในคดีที่ 2 ไม่ยอมเจรจา เพราะเชื่อว่ามิได้ลงนามในสัญญาก่อสร้าง ผลคดีไม่ถึงที่สุด