Welcome to Suprawatinterlaws, Honour, Reliability & Experiences
Mon-Fri: 8.30-17.30
Saturday, Sunday CLOSED
Sapansung Bangkok
Thailand
+662 3721617-8
+662 7294023
suprawatinterlaws@gmail.com
Article
   Article    ความไม่รู้กฎหมาย จะอ้างได้หรือไม่
อ้างว่าไม่รู้กฎหมายได้หรือไม่?

ข้อมูลจากกองกฎหมายไทย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแสดงให้เห็นว่าปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายทั้งสิ้น ๗๕๔ ฉบับ หลายฉบับนักกฎหมายและประชาชนคุ้นหูรู้จักดี เช่น ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด ฯลฯ


แต่มีกฎหมายอีกมากมาย ที่ผู้เขียนเชื่อมั่นว่านักกฎหมายและประชาชนจำนวนมากไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินมาก่อน หรือแม้จะผ่านหูผ่านตาแต่ก็ไม่สามารถติดตามเนื้อหาของกฎหมายแต่ละฉบับได้ครบถ้วน ยิ่งในช่วงเวลาพิเศษแต่ละครั้ง รัฐสภาหรือสภานิติบัญญัติในแต่ละยุคและแต่ละสมัยได้ตรากฎหมายออกมามีผลใช้บังคับจำนวนมากและด้วยความรวดเร็ว

ข้อมูลจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติแสดงให้เห็นว่าเฉพาะกฎหมายใหม่ ๆ ที่ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดปัจจุบันมีทั้งสิ้น ๑๒๒ ฉบับ อยู่ระหว่างรอประกาศในราชกิจจานุเบกษาอีก ๑๒ ฉบับ อยู่ระหว่างพิจารณาอีก ๒๑ ฉบับ โดยเฉลี่ยสภานิติบัญญัติแห่งชาติสามารถตรากฎหมายได้สัปดาห์ละประมาณ ๑.๘๙ ฉบับ (๘ ส.ค. ๒๕๕๗- ๙ ธ.ค. ๒๕๕๘) ซึ่งด้านหนึ่งก็แสดงให้เห็นถึงความอุตสาหะและเป็นประโยชน์ต่อประเทศ หากกฎหมายฉบับนั้น ๆ ช่วยให้ประเทศเจริญพัฒนาสามารถตอบสนองต่อการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และมีความเป็นธรรมมากขึ้น อย่างไรก็ตามต้องไม่เข้าใจผิดว่าปริมาณของกฎหมายเป็นเครื่องวัดถึงความมีคุณภาพของสภานิติบัญญัติเสมอไป

กฎหมายที่มีอยู่มากมายเกือบ ๘๐๐ ฉบับและจะมากขึ้นเรื่อย ๆ นี้ เชื่อแน่ว่าไม่มีนักกฎหมายคนใดที่รู้กฎหมายทั้งหมดนั้น แม้แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งเป็นผู้ตรากฎหมายเหล่านั้นออกมาเองก็ตามไม่ทัน ยิ่งประชาชนทั่วไปยิ่งไม่มีทางที่จะติดตามหรือรู้ได้เลยว่ากฎหมายแต่ละฉบับนั้นได้กำหนดสิทธิหน้าที่และความรับผิดของตนไว้อย่างใดบ้าง จึงมีโอกาสที่ประชาชนทั่ว ๆ ไปจะทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว เช่น ..แมวหมาที่บ้านสอนเท่าไหร่ก็ยังถ่ายไม่เป็นที่เป็นทาง โมโหขึ้นมาจึงขังไว้ไม่ให้น้ำให้ข้าวและเตะสั่งสอน.. เช่นนี้ก็อาจผิดพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.๒๕๕๗ ซึ่งมีทั้งโทษจำคุกและปรับได้ เช่นนี้จะมีเสียงอื้ออึงว่า ก็สัตว์เลี้ยงในบ้าน และเคยทำอะไรก็ไม่ผิด มาวันนี้อาจเป็นความผิดเสียแล้วเพราะมีกฎหมายใหม่ออกมา จะรู้ได้อย่างไร? กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาว่าประชาชนที่ไม่รู้กฎหมายจะอ้างว่าตนไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นผิดได้หรือไม่ ปัญหาโต้เถียงเรื่องนี้จะมีน้ำหนักขึ้นมากหากความผิดนั้น ๆ ไม่ใช่ความผิดในตัวเอง (Mala in se) แต่เป็นความผิดเพราะกฎหมายกำหนดให้เป็นความผิด (Mala prohibita) ตัวอย่างเช่น นาย ก.มียาชนิดหนึ่งไว้ในครอบครองเพื่อทานเป็นประจำ ซึ่งเดิมไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิด แต่ต่อมามีกฎหมายกำหนดให้การครอบครองยาดังกล่าวเป็นความผิด นาย ก.ไม่อาจแก้ตัวว่าตนไม่รู้ว่าการมียาไว้กับตัวเป็นความผิดตามกฎหมายดังกล่าว และต้องได้รับโทษในกรณีเช่นนี้ย่อมไม่เป็นธรรม นาย ก. จะรู้ได้อย่างไร ยิ่งทุกวันนี้กฎหมายมีมากขึ้น ๆ จึงมีคำถามว่า...แล้วอย่างนี้ สุภาษิตกฎหมายที่ว่า บุคคลไม่อาจอ้างว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อปฏิเสธความรับผิด ยังจะใช้ได้ต่อไปหรือไม่?

สุภาษิตกฎหมายที่ว่า “ความไม่รู้กฎหมายไม่อาจเป็นข้อแก้ตัวได้” นั้นมาจากภาษาลาตินที่ว่า “Ignorantia juris non excusat” หรือที่แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Ignorance of the law is no excuse. เป็นหลักกฎหมายที่นานาประเทศรวมถึงประเทศไทยได้ยอมรับและปฏิบัติตามมานานแล้ว ประมวลกฎหมายอาญาของไทย มาตรา ๖๔ บัญญัติไว้ว่า “บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดในทางอาญาไม่ได้ แต่ถ้าศาลเห็นว่าตามสภาพและพฤติการณ์ ผู้กระทำความผิดอาจจะไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด ศาลอาจอนุญาตให้แสดงพยานหลักฐานต่อศาล และถ้าศาลเชื่อว่าผู้กระทำไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้” ซึ่งหมายความว่าความไม่รู้ว่าการกระทำของตนเป็นความผิดต่อกฎหมายนั้น ไม่อาจใช้เป็นข้อแก้ตัวเพื่อให้พ้นผิดได้

เหตุที่กฎหมายบัญญัติไม่ให้อ้างความไม่รู้กฎหมายเป็นข้อแก้ตัวให้พ้นผิดก็เพราะถ้ายอมให้มีการอ้างความไม่รู้ดังกล่าวกันได้ก็จะกลายเป็นเรื่องอัตตวิสัยตามอำเภอใจ ผู้ต้องหาหรือจำเลยก็คงอ้างกันทุกคนและคงจะมีการละเลยไม่เอาใจใส่อย่างเพียงพอในอันที่จะให้รู้ถึงบทกฎหมาย และคงเป็นเหตุให้สังคมวุ่นวายสับ สน กฎหมายก็จะไม่ศักดิ์สิทธิ์ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๖๔ จึงบัญญัติห้ามไว้

อย่างไรก็ตามแม้ว่าตามกฎหมายไทยจะได้ผ่อนปรนหลักการในเรื่องนี้ตามสมควรโดยศาลอาจใช้ดุลพินิจลดโทษเพียงใดก็ได้ แต่ก็ยังน่าเห็นใจผู้ที่ไม่รู้ว่าการกระทำของตนเป็นความผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่รู้นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยประมาทหรือความละเลยไม่เอาใจใส่ และยิ่งน่าเห็นใจมากขึ้นไปอีกหากเป็นความผิดประเภท Mala prohibita อันเป็นความผิดตามกฎหมายเทคนิค การลงโทษสุจริตชนในกรณีเช่นนี้ย่อมไม่เป็นธรรมและไม่สามารถอธิบายได้ตามทฤษฎีการลงโทษ แม้ศาลจะลดโทษน้อยลงกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ได้ก็ตาม แต่ก็ยังมีโทษ ในทางวิชาการจึงได้มีข้อเสนอแนะในทางให้ผ่อนปรนยืดหยุ่นหลักการนี้มากขึ้นแล้วตามสมควร สภานิติบัญญัติแห่งชาติและผู้ที่เกี่ยวข้องจะลองหยิบยกขึ้นพิจารณาหาจุดสมดุลที่ดีกว่าเดิมก็คงจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน

อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่หลักความไม่รู้ว่าการกระทำของตนเป็นความผิดกฎหมายยังคงดำรงอยู่เช่นนี้ ก็คงจะอ้างข้อแก้ตัวนี้เพื่อให้พ้นผิดเสียทีเดียวไม่ได้ ยังคงได้แต่อ้างเพื่อให้ศาลพิจารณาลดโทษ จึงเป็นภาระของศาลที่จะต้องให้ความสำคัญและพิจารณาวินิจฉัยในประเด็นนี้ด้วยความรอบคอบเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

และคงเป็นภาระหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติผู้ตรากฎหมาย และรวมตลอดถึงสถาบันการศึกษาที่ต้องช่วยกันเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจกฎหมายใหม่ ๆ ที่ตราออกมาเฉลี่ยเกือบ ๒ ฉบับต่อสัปดาห์ด้วยนะครับ


ศาสตราจารย์ ดร.กำชัย จงจักรพันธ์