Welcome to Suprawatinterlaws, Honour, Reliability & Experiences
Mon-Fri: 8.30-17.30
Saturday, Sunday CLOSED
Sapansung Bangkok
Thailand
+662 3721617-8
+662 7294023
suprawatinterlaws@gmail.com
Article
   Article    กฎหมายคุมสปา ศักดิ์สิทธิ์แค่ไหนต้องรอดู
มารู้จักกฎหมายคุมสปา ศักดิ์สิทธิ์แค่ไหนต้องรอดู



อาชีพหนึ่งที่เป็นอาชีพยอดนิยมในบ้านเรา โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครนี้ คือ “อาชีพการเปิดร้านนวด ร้านสปา” เพื่อบริการสุขภาพ ซึ่งก็มีหลายเกรด ตั้งแต่ระดับสปาในโรงแรมห้าดาวที่ค่าเข้าแพงหูฉี่ด้วยขนหัวลุก ไปจนถึงสปาเล็กๆ ตามข้างทาง เปิดเป็นร้านคูหาเดียว มีอบ มีนวด อะไรบ้าง ราคาก็ถูกลงไปตามการบริการ ตามย่าน

รัฐบาลไทย ส่งเสริมให้ไทยเป็น “HUB ทางด้านสุขภาพ” ตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ เรื่องนี้ดึงเงินตราเข้าประเทศได้ปีละหลายพันล้านบาท กลุ่มเป้าหมายที่เคยส่งเสริมอยู่ช่วงหนึ่ง ( และยังส่งเสริมจนวันนี้ ) คือกลุ่มเป้าหมายลูกค้าพวกตะวันออกกลาง ซึ่งเขาว่ากันว่า คนแถวๆ นั้นชอบกันมากกับ “สปา นวดไทย” เนื่องจากเป็นการบริการสุขภาพที่เป็นเอกลักษณ์ ไทยมีศาสตร์การนวดของตัวเอง เช่น ที่เรารู้กันคือ ฤาษีดันตนวัดโพธิ์ (ซึ่งดังมากจนมีนายมาซากิ ฟุรุยะ ชาวญี่ปุ่น ดอดไปจดสิทธิบัตร “ภูมิปัญญา” ไทยเฉย กรมทรัพย์สินทางปัญญาต้องไปสู้เอากลับ)

และที่สำคัญอีกอย่าง คือ คนไทยเราเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว และเก่งด้านการบริการ การมานวด หรือทำสปาแต่ละครั้งไม่ใช่แค่ทำเสร็จแล้วจบ แต่ต่างชาติก็ประทับใจในการบริการอื่นๆ ในการปฏิบัติตัวของพนักงาน ที่แสดงถึงความกระตือรือร้นในการเอาใจใส่ มีบริการหลายระดับ ชนิดที่ว่าอยากซื้อการให้บริการแบบขั้นเทพก็มี การให้บริการระดับรองๆ ลงมาก็ได้รับความพอใจ เรียกว่า จิตใจในการให้บริการและสร้างความพึงพอใจ คือ “เสน่ห์” สำคัญเลยทีเดียว

“หมอนวดไทย” เอง ก็มีการประยุกต์การนวดแบบต่างๆ พลิกแพลงมาใช้สร้างความแปลกใหม่ ทั้งนวดไทย นวดประคบสมุนไพร นวดรักษาอาการเฉพาะจุด นวดอโรมาเธราปี้ นวดกดจุด นวดสวีดิช ฯลฯ เรียกว่าเป็นอาชีพหนึ่งที่เป็น “หน้าตา” ให้กับคนไทยได้ พอๆ กับการท่องเที่ยว...ต่างชาติบางคนมาเที่ยวก็ยังอยากได้วิชานวดกลับไปใช้กับผัว กับเมีย กับเพื่อนฝูงบ้าง ก็มาเรียนเอาที่ต้นตำรับ วัดโพธิ์

เพราะความ “บูม” ของวงการนวดนี้เอง ทำให้มี “พวกหัวใส” บางคน ใช้ลักษณะการถึงเนื้อถึงตัวกันระหว่างหมอนวดกับคนนวด เอาไปหาผลประโยชน์แอบแฝงอีกอย่างหนึ่ง คือการแอบค้าประเวณี หรือที่ในวงการเขาเรียกกันว่า “นวดกะปู๋” บางคนก็บอกว่า “คีย์เวิร์ด” มันคือ “นวดกับพริตตี้”


ไทยแลนด์แดนสไมล์ ก็เลยทนไม่ได้ เหตุผลคือ เพราะมีการเอาศาสตร์ทางการบริการ ที่เป็นศาสตร์เก่าแก่ ศาสตร์ชนิดที่ “มีครู” ไปใช้ทำอะไรพรรค์นั้น ประเทศไทยไม่ได้อนุญาตให้มีการทำอาชีพค้าประเวณี (ถึงมีก็คงไม่อยากมีใครมาขึ้นทะเบียน ไม่ใช่กลัวเสียภาษี แต่มันขายขี้หน้าชาวบ้าน) ดังนั้นต้องรักษาภาพลักษณ์อาชีพของประเทศ

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข จึงชง “พ.ร.บ.ฉบับใหม่” ออกมาเสียเลย เพื่อควบคุมอะไรเหล่านี้ให้มันควรอยู่ในร่องในรอย พ.ร.บ.นั้นคือ “พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ.2559” ซึ่งออกมากำหนดลักษณะของสถานที่ประกอบการสปา หรือนวด โดย มาตรา 3 ระบุว่า “กิจการสปา หมายถึง บริการที่เกี่ยวกับการดูแลและเสริมสร้างสุขภาพโดยวิธีการบำบัดด้วยน้ำและการนวดร่างกายเป็นหลัก ประกอบกับบริการอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวงอีกอย่างน้อย 3 อย่าง เว้นแต่เป็นการดำเนินการอาบน้ำ นวด หรืออบตัว ที่เป็นการให้บริการในสถานอาบน้ำ นวด หรืออบตัว ตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ” ( อ่ะจะเห็นได้ว่า มี พ.ร.บ.สถานบริการอื่น ดังนั้น อาบอบนวด ไม่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.นี้ )

อ่านวรรคบนดีๆ จะเห็นได้ว่า “บริการอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง” แปลว่า ยังเพิ่มประเภทของบริการที่กระทรวงสามารถควบคุมได้อีก ซึ่งข่าวว่าอาจดูไปถึงสถานที่อื่นๆ ที่มีนวดด้วย เช่น ฟิตเนสหรือซาวน่าที่มีนวด...

ในส่วนของการขอใบอนุญาตทำสปา ใบหนึ่งให้มีอายุ 5 ปี โดยผู้ขอใบอนุญาต (เจ้าของร้านนั่นแหละ) จะต้องได้รับวุฒิบัตรหรือประกาศนียบัตรด้านการบริการสุขภาพที่ได้รับการรับรองจาก สบส. และต้องผ่านการทดสอบประเมินความรู้ความสามารถจาก สบส.ด้วย

อีกทั้ง “ต้องไม่เป็นผู้เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ว่าเป็นผู้กระทำผิดในความผิดเกี่ยวกับเพศ หรือเกี่ยวกับทรัพย์ ความผิดตามกฎหมายยาเสพติด กฎหมายป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี” (เจ้าของร้านไหนเคยเอาต่างด้าวมาทำ แล้วโดนหรือเคยถูกแจ้งความเอาผิดเรื่องเปิดสถานที่ค้าประเวณี ก็เปิดสปาไม่ได้อีกแล้ว ) ค่าใบอนุญาต ฉบับละหมื่นบาท

ในส่วนของผู้ให้บริการ (หมอนวดนั่นแหละ ) ขอให้ไปดู มาตรา 23 คือ ต้องมีคุณสมบัติว่า ห้ามอายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องมีวุฒิบัตรหรือประกาศนียบัตรด้านการบริการสุขภาพที่ได้รับรองจาก สบส. (เดิมหมอนวดแบบ...นวดอย่างที่เรารู้กันน่ะว่านวดอะไร ไม่ค่อยมีหรอกคนที่มีใบฯ แต่เที่ยวนี้บังคับมีใบจ้ะ)

แถมผู้ให้บริการจะต้องห้ามต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี (ดังนั้นเด็กร้านไหนเคยถูกจับข้อหานี้ก็มาทำงานไม่ได้) แต่เขาก็ผ่อนปรนให้ว่า เว้นแต่พ้นโทษมาเกิน 1 ปี ก่อนมาขึ้นทะเบียนหมอนวด และผู้ให้บริการห้ามติดยาเสพติดด้วย (ซึ่งเราก็รู้กันว่า ยาเสพติดแพร่ระบาดมากในเมืองไทย ในวงการกลางคืน )


ต่อมาเราก็มาดู หมวดสาม กัน เกี่ยวกับหน้าที่เจ้าของร้าน ร้านจะต้องทำประวัติผู้ให้บริการ ไม่ใช่แบบว่า แว้บมาหาเงินแป๊บเดียวแล้วแยกย้ายได้ง่ายๆ และต้องรับผู้ให้บริการที่ขึ้นทะเบียนโดย สบส.แล้วเท่านั้น และห้ามโฆษณาอะไรที่ทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับการบริการสุขภาพ ห้ามโฆษณาเชิงลามกอนาจาร (ดังนั้นรูปเน็ตไอดอลโชว์นม ใช้ไม่ได้ )

ที่เปรี้ยวเก๋ คือ มาตรา 28 ( 8 ) ห้ามมีการจัดสถานที่หรือสิ่งอื่นใด สำหรับผู้ให้บริการแสดงตน เพื่อให้สามารถเลือกผู้ให้บริการได้ ดังนั้นร้านไหนที่เคยมีตู้ เคยมีเด็กนั่งเรียงๆ กัน รอเจ้าของร้านหรือกัปตันเรียก ขอให้เลิกทำ (นัยว่าเอาใครร้านจัดให้เอง) และ มาตรา 28 ( 9 ) ชัดเจน ว่าต้องควบคุมดูแลไม่ให้มีการลักลอบหรือมีการค้าประเวณี ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือยาสูบในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ แถมยังย้ำหนักขึ้นอีกตาม มาตรา 28 ( 12 ) ห้ามปล่อยปละละเลยให้คนเมาเข้าร้านในเวลาทำการ ดังนั้นต่อไปต้องไม่มีสถานบริการที่จะเข้าไปเมาก่อนนวด หรือเมาเข้าไปนวดนะจ๊ะ

มาตรา 29 ก็น่าสนใจ เรื่องหน้าที่ผู้ดำเนินการ (เจ้าของร้าน) ต้องควบคุมดูแลการบริการ ผลิตภัณฑ์ เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ให้ถูกสุขลักษณะ ต้องคัดกรองผู้รับบริการเพื่อจัดการบริการสุขภาพให้เหมาะสม แถมต้องควบคุมผู้ให้บริการ (หมอนวดในร้าน) ห้ามออกนอกสถานบริการในเวลาทำงาน...ตรงนี้ มีคนแปลว่า “จะปล่อยให้ไปวิ่งรับจ็อบร้านอื่น หรือออกไปทำอย่างอื่นไม่ได้ในช่วงทำงาน ”

ใน หมวดสี่ จะพูดถึงเรื่องการพักใช้ใบอนุญาต ถ้าผู้รับอนุญาต (เจ้าของร้าน) ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่สั่งแล้วก็ไม่แก้ไข ก็จะโดนสั่งพักใบอนุญาต (ปิดร้านชั่วคราว) ถ้ายังไม่ยอมทำอีก อธิบดี สบส. มีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้ เอาเป็นว่า ถ้าจะอ่านละเอียดไปเสิร์ชหา พ.ร.บ.ดู ถ้าเจ้าของร้านทำผิด มาตรา 28 สรุปให้ง่ายๆ ปล่อยให้มีการค้าประเวณี ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขายยาสูบ ปล่อยคนเมาเข้าร้าน เบาะๆ ก็ปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือถึงขั้นปิดร้านได้จ้า ส่วนผู้ให้บริการ ( หมอนวด ) ถ้าไม่มีใบ หรือลักษณะขัด มาตรา 23 ก็จะถูกลบชื่อออกจากทะเบียนผู้ให้บริการ และไปอยู่ร้านไหนไม่ได้อีก เพราะกฎหมายมันบังคับให้ร้านรับเฉพาะผู้ที่มีใบฯ ของ สบส

ส่วนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ตาม มาตรา 35 เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปตรวจในร้านระหว่างร้านเปิดอยู่ได้ เพื่อเข้าไปตรวจสอบอุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์ ว่ามันถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และยึดอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ได้ ถ้ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด แต่ตรงนี้มีข้อจำกัดเพื่อไม่ให้ล่อซื้อ หรือเพื่อไม่ให้ล่วงละเมิดกันเกินไป คือ มาตรา 36 พนักงานเจ้าหน้าที่จะตรวจ ต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อผู้เกี่ยวข้อง

เรามาดูหมวดต่อไป หมวด 7 เกี่ยวกับบทลงโทษ ถ้าผู้ใดใช้ชื่อว่า “สปา” หรือ “นวดเพื่อสุขภาพ” หรือชื่อกิจการอื่นที่กำหนดต่อไปในกฎกระทรวง หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกัน โดยไม่ได้รับการอนุญาตจาก สบส.ให้ใช้ชื่อ ก็โดนปรับไปสี่หมื่นบาท หรือถ้าสถานประกอบการไม่ได้คุณภาพตาม สบส.กำหนด ก็จะโดนปรับสี่หมื่นบาท (ดังนั้นร้านที่ต้องระวังตัว คือ ร้านที่ปรากฏคำว่า massage & spa ในชื่อ)

ทั้งนี้ หมายเหตุแนบท้าย พ.ร.บ. เพราะเห็นว่า มีผู้ประกอบการกิจการเพื่อสุขภาพเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี แต่ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎหมายดูแลเป็นการเฉพาะ ทั้งผู้ประกอบการและผู้ให้บริการจำนวนมากขาดทักษะในการประกอบกิจการเช่นนี้ ส่งผลต่อการให้บริการสุขภาพ ประกอบกันมีผู้ใช้ชื่อ “สถานประกอบกิจการเพื่อสุขภาพ” บังหน้า แต่แอบประกอบกิจการมิดีมิร้ายอื่นแอบแฝง จึงต้องตรากฎหมายขึ้นมาควบคุมให้การดำเนินการมีมาตรฐาน

ข่าวมาว่า ช่วงนี้คือ “เวลาปรับตัว” ที่แต่ละที่ต้องไปทำเสียให้ถูก หลังจากนั้น เดือน ก.ย.ก็จะมีการ “ปูพรม” ตรวจค้นทันที แว่วมาว่า อาจโดนกันไม่ใช่น้อยหลายราย ถ้ามัวแต่ย่ามใจ ว่าสมบัติกะอีแค่ สบส.ไม่ใช่ตำรวจเสียหน่อย) ซึ่งเดือน ก.ย. เขาก็รู้ๆ กันว่า เป็นช่วงที่เจ้าหน้าที่ทำงาน “เคร่งครัด” เป็นพิเศษ เพราะมันฤดูโยกย้าย

มีคนมาถามความเห็นว่า รู้สึกอย่างไรกับ พ.ร.บ.นี้? ตอบได้แค่ว่า พูดไม่ถูก คือมันเป็นกฎหมายที่ “ดีโดยหลักการ” พยายามเอาอะไรๆ ให้เข้าระบบที่มีมาตรฐาน แต่ก็แว่วเสียงผู้ประกอบการบางรายโอดว่าลำบาก แค่เรื่องเด็กต้องมีใบรับรองจาก สบส.ก็ยาก ถ้าทำกันไม่ทันเดือน ก.ย. เด็กนวดจำนวนหนึ่งอาจหายไปจากสารบบ

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันนี้ยังไม่เริ่มการ “ปูพรม” ตรวจ เราก็ต้องดูกันต่อไปว่า กฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน หรือมีผู้หา “ทางหนีทีไล่” ได้อย่างไร?


คอลัมน์ : ที่เห็นและที่เป็นอยู่ โดย “บุหงาตันหยง”
dailynews.co.th